MQDC ตอกย้ำกลวิธีองค์กรด้าน Well-Being ผลักดันสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยเปิดบ้านอัจฉริยะยุคใหม่ “Home Intelligent System”

MQDC ให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้สุขภาพ และความเป็นอยู่ของผู้อาศัย ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพอากาศภายในอาคารที่อาศัย หรือ Indoor Air Quality (IAQ) ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมมักมองข้าม ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ของ MQDC ได้ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร เพื่อผู้อาศัยในอาคารทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คุณภาพอากาศในอาคารที่อาศัยและในอาคารสำนักงาน ซึ่งปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นปัจจัยหนึ่งในการประเมินคุณภาพอากาศภายในอาคาร และยังมีความสัมพันธ์กับการระบายอากาศ และการนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในอาคาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกๆ องค์ประกอบมีความเชื่อมโยงกัน และส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของคนชูระบบ Health & Well-Being features ที่มี ERV หรือ ที่เรียกว่า Energy Recovery Ventilation ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายเทหมุนเวียนอากาศที่ดีเข้ามาเพื่อเพิ่มอ๊อกซิเจนในที่อยู่อาศัย ที่จะนำมาใช้ในโครงการวิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา – ท่าพระ จะเป็นโครงการแรกของประเทศไทย และของ MQDC ที่นำระบบ Home Intelligent System มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยส่งเสริมคุณภาพอากาศภายในที่อยู่อาศัย ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และช่วยในการตระหนักถึงการใช้พลังงาน ทำให้ผู้อาศัยมีความสะดวกสบายและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคุมทุกอย่างเพียงแค่ปลายนิ้วสร้างความตระหนักรู้ หมดกังวลด้วยระบบ Energy Measurement Unit หรือ EMU ที่รายงานค่าการใช้พลังงานไฟฟ้า รายวัน รายเดือน และรายปี ให้รับรู้และสามารถวางแผนการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุนค่าใช้จ่ายได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Device ที่คุณมี

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยและมิกซ์ยูสคุณภาพ แบรนด์แมกโนเลียส์ (Magnolias) และวิสซ์ดอม (Whizdom) เปิดตัวระบบการปฏิบัติการ FULLY- INTEGRATED HOME INTELLIGENT SYSTEM FOR WELL-BEING นวัตกรรมบ้านอัจฉริยะที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ความสะดวกสบายของผู้อาศัยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์แบรนด์ดีเอ็นเอหรือแก่นแท้ของแบรนด์ที่ว่าด้วยเรื่อง ‘Sustainnovation’ อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม การบูรณาการ การวัดค่าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ หรือ Co2 และ ERV หรือ Energy Recovery Ventilation ซึ่งเป็นระบบปรับคุณภาพอากาศในอาคารเป็นรายแรกของไทยเสริมระบบบ้านอัจริยะ (Home Intelligent System) ให้สมบูรณ์แบบในทุกมิติการเอาใจใส่ส่งเสริมให้ลูกบ้านผู้อาศัย ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (Well-being) ในทุกด้าน คือหัวใจการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ MQDC ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถทำให้ “ชีวิต”ของผู้อยู่อาศัยสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น MQDC ยังพัฒนานวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพของผู้อาศัยอีกด้วย โดยเฉพาะคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality – IAQ) ซึ่งนับเป็น “ภัยร้าย” ที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนผ่านการใช้ชีวิตในห้องปรับอากาศทั้งในเวลากลางวันกลางคืน ทั้งที่ทำงานและที่พักอาศัย MQDC จึงได้นำระบบ Home Intelligent System ที่เน้นการส่งเสริมด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยผ่านการพัฒนาระบบคุณภาพอากาศภายในโดยใช้ ERV หรือ ที่เรียกว่า Energy Recovery Ventilation ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกนวัตกรรมที่เป็นไฮไลท์สำคัญของระบบบ้านอัจฉริยะ ซึ่งช่วยให้เกิดการถ่ายเท หมุนเวียนอากาศที่ดีเข้ามาในที่อาศัยเพื่อเพิ่มปริมาณอ็อกซิเจนในห้องปรับอากาศให้เหมาะสมกับปริมาณผู้ที่อยู่อาศัย

ดร.จิตพัต ฉอเรืองวิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (The Research and Innovation for Sustainability Center– RISC) บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า ซึ่งจากงานวิจัยของหน่วยงานที่เรียกว่า International Centre for Indoor Environment and Energy, Department of Civil Engineering, Technical University of Denmark พบว่าการอยู่ในห้องปรับอากาศ เป็นเวลานานจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากในห้องปรับอากาศนั้นจะมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการหายใจออก การเผาผลาญของร่างกาย ของผู้อยู่อาศัยในห้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อร่างกาย โดยส่งผลให้มีอาการเพลีย ง่วงนอน ปวดศรีษะ และเหนื่อยง่าย รวมถึงมีผลต่อการตัดสินใจ และประสิทธิภาพการทำงาน

ขณะที่ ระบบ ERV (Energy Recovery Ventilation) เป็นเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์สำคัญของ Home Intelligent System โดยระบบ ERV จะทำงานสัมพันธ์กับระบบอื่นๆ ของระบบเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (Home Intelligent System) จะช่วยถ่ายเทให้ห้องที่เราอยู่มีอากาศที่มีคุณภาพที่ดีขึ้นและมีผลดีต่อสุขภาพ โดยระบบนี้จะตรวจวัดคุณภาพอากาศ (คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ หรือ CO2) ภายในห้องนอนและห้องนั่งเล่นตลอดเวลา หากพบว่ามีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 มากกว่าที่กำหนดไว้ ระบบจะทำการเชื่อมโยงอัตโนมัติไปยังเครื่อง ERV เพื่อเติมอากาศจากด้านนอกเข้ามาภายในห้อง และนำอากาศในห้องออกสู่ภายนอกบ้าน/อาคาร จนสภาพอากาศมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลดน้อยลงจนเหมาะกับการพักผ่อนที่มีคุณภาพ ปริมาณ CO2 และคุณภาพอากาศภายในอาคาร เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ เฉลี่ยแล้วคนใช้ชีวิตร้อยละ 90 ในการทำกิจกรรมอยู่ภายในอาคาร ดังนั้นหากอาคารมีการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอจะทำให้สารระเหยหรือมลพิษในอากาศสะสมอยู่ภายในอาคารได้รวมทั้งปริมาณ CO2 ที่เกิดจากการหายใจเผาผลาญของร่างกายของผู้ใช้งานอาคาร ก็อาจสะสมจนมีปริมาณมากขึ้นจนกระทบต่อสุขภาพได้

“ทุกวันนี้เราอยู่ในห้องแอร์ปรับอากาศแทบจะตลอดเวลา ทั้งเวลาทำงาน ที่บ้าน ห้องนอน ซึ่งห้องปรับอากาศส่วนใหญ่จะไม่มีระบบอากาศหมุนเวียนจากภายนอกเข้ามา ทำให้เราหายใจเอาอากาศเก่าเข้า

ร่างกายตลอดเวลา ทำให้เรารับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งในเบื้องต้น ร่างกายจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา จนกว่าจะเกิดการสะสมในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ มากมายเช่นความจำเสื่อมของผู้สูงวัย หรือสมองพัฒนาล่าช้าสำหรับวัยเด็ก ฯลฯ” ดร.จิตพัต กล่าวและย้ำว่า หากใครที่ไม่มีระบบ ERV ก็สามารถเติมอ๊อกซิเจนเข้ามาในห้องนอนได้ ด้วยการแง้มประตู กระจก หรือเปิดเครื่องดูดอากาศในห้องนอนให้อากาศจากด้านนอกมีโอกาสไหลเวียนเข้ามาในห้องนอนเพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ทั้งนี้ระดับค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นระดับมาตรฐานที่จะมีผลกระทบน้อยต่อสุขภาพคือที่ระดับต่ำกว่า 1000 ppm (1 PPM =1 part per million หรือ 1 1 000 000 ส่วน) ระบบเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (Home Intelligent System) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ MQDC จะนำมาติดตั้งในโครงการ วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ ที่จะเปิดในช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 เป็นโครงการแรก ซึ่งถือเป็นโครงการแรกในประเทศไทย และของ MQDC ที่ติดตั้งระบบพัฒนาคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality -IAQ)

ทั้งนี้ MQDC สังเกตเห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพอากาศภายในอาคารโดยทั้งตัวอาคารและห้องพักในทุกโครงการของ MQDC ถูกออกแบบให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้รับอากาศที่มีคุณภาพอย่างเต็มที่ ซึ่ง MQDC ถือเป็น ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรกเพียงรายเดียวที่ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคุณภาพอากาศภายในอาคาร ตอกย้ำกลยุทธ์องค์กรด้าน Well-Being พัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อาศัยให้ดีขึ้นในอย่างยั่งยืน

ทางด้าน คุณทรงพล พลรัฐ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DTGO) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ MQDC กล่าวว่า เรายังมีอีกระบบที่น่าสนใจคือระบบ Energy Measurement Unit หรือ EMU ซึ่งเป็นระบบแสดงผลอัตโนมัติ ผ่าน Smart Devices ต่างๆ ที่รายงานค่าการใช้พลังงานไฟฟ้า รายวัน รายเดือน และรายปี อีกทั้งยังเปิดให้ท่านสามารถตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานในแต่ละเดือนได้ด้วยว่า จะจำกัดการใช้พลังงานไว้ที่งบประมาณเท่าไร โดยระบบจะแจ้งเตือนและแสดงให้เห็นปริมาณการใช้พลังงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนัก การใช้พลังงานอย่างเหมาะสม และสนุกไปกับการประหยัดการใช้พลังงาน ที่เห็นผลลัพธ์ซึ่งจับต้องได้ในทุก ๆ วัน อีกด้วย

ทางด้านคุณพลณัฏฐ์ เฉลิมวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอโบตรอนส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซี่งเป็นพันธมิตรกับ MQDC ในการร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมทั้งการออกแบบระบบเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ Home Intelligent System เปิดเผยว่า บทบาทหน้าที่ของโอโบตรอนส์คือ การนำงานวิจัยที่คิดค้นได้จากศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (The Research and for Innovation Sustainability Center – RISC) มาดำเนินต่อทำให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาและออกแบบระบบและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ผู้อาศัยมีความสะดวกสบายและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นออกมาอีกมากมายอย่างแน่นอน

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ www.mqdc.com

For more article, please visit MQDC ย้ำวิธีการองค์กรด้าน Well-Being หนุนสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อาศัยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยเปิดตัวบ้านอัจฉริยะยุคใหม่ “Home Intelligent System”.

ชาวต่างชาติยังเชื่อมั่นในธุรกิจอสังหาฯไทย ทริลเลียน โกลบอล กลุ่มทุนสิงคโปร์ ทุ่มเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ลงทุนโครงการ ดิ เอส อโศก และ ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์

ทริลเลียน โกลบอล บริษัทด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากสิงคโปร์ ซึ่งมีพอร์ตการลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในเอเชีย และยุโรป เชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทย จับมือ บมจ. สิงห์ เอสเตท ลงทุนต่อเนื่องในโครงการคอนโดมิเนียมที่พัฒนาโดยสิงห์ เอสเตท รวมมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท

นายวิลเลียม โลค กรรมการผู้จัดการ ทริลเลียน โกลบอล กล่าวว่า “เนื่องจากไทยมีประสิทธิภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน ในขณะที่ราคาอสังหาฯ ในประเทศไทยยังมีมูลค่าไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เราจึงมองเห็นโอกาสการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในไทย ซึ่งน่าจะสร้างผลได้ที่ดีได้ในอนาคต ทริลเลียนฯ เริ่มเป็นพันธมิตรกับ บมจ. สิงห์ เอสเตท ด้วยการลงทุนซื้อห้องชุดในโครงการดิ เอส อโศก คอนโดมิเนียม (Big Lot) เป็นที่แรก ใช้เงินลงทุนมูลค่ากว่า 900 ล้านบาท และได้รับผลตอบรับดีมาก หลังจากที่บริษัทฯ ได้นำโครงการฯ ไปโรดโชว์ในหลายๆ ประเทศในแถบเอเชีย อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์

ล่าสุดเราจึงตัดสินใจลงทุนเพิ่มในโครงการ ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ลักชัวรี คอนโดมิเนียม โครงการใหม่ของ บมจ.สิงห์ เอสเตท มูลค่าทุนรวม 760 ล้านบาท ในเบื้องต้น โครงการดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน เนื่องจากโครงการตั้งอยู่บนทำเลแยกอโศก-เพชรบุรี ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติอยู่แล้ว และยังเป็นส่วนหนึ่งของสิงห์ คอมเพล็กซ์ แฟล็กชิป มิกซ์ ยูส ของสิงห์ เอสเตทอีกด้วย”

ด้านนายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บมจ. สิงห์ เอสเตท กล่าวเสริมว่า “การร่วมทำธุรกิจกับทางทริลเลียน โกลบอล ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของทางบริษัท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดและการขายคอนโดมิเนียมของบริษัทฯ ในต่างประเทศ โดยมียอดการขายผ่านทางทริลเลียน ทั้งคอนโดมิเนียม ดิ เอส อโศก และ ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ทั้ง 2 โครงการ รวม 1,660 ล้านบาท ทั้งนี้จึงส่งผลให้คอนโดมิเนียม ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ทำยอดขายอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุนได้เกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้ โดยปัจจุบัน มียอดจองรวมกว่า 80% มูลค่ากว่า 3,300 ล้านบาท ซี่งเป็นยอดจองจากต่างชาติมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท”

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจและการลงทุนผ่านการซื้อที่ดินในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงและการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพภายใต้แนวคิด “Best in Class” ควบคู่ไปกับการลงทุน หรือร่วมลงทุนในธุรกิจหรือทรัพย์สินที่มีศักยภาพการก้าวหน้าสูง โดยมีเป้าหมายคือ การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ด้วยความประณีต เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ ที่ครบถ้วนทั้งการพักอาศัย พักผ่อน ทำงาน และชอปปิ้ง รวมถึงสร้างการเติบโต และส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ซึ่งจากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สิงห์ เอสเตทมีสินทรัพย์ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัทย่อย และกิจการร่วมค้า ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในธุรกิจหลัก 3 ส่วน คือ ธุรกิจอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก, ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่พักอาศัย

The Lighthouse
อาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส
โครงการมิกซ์ยูส สิงห์ คอมเพล็กซ์
ธุรกิจที่พักอาศัย

คอนโดมีเนียม The ESSE Asoke
คอนโดมีเนียม The ESSE at Singha Complex
คอนโดมีเนียม บริเวณ ซ.สุขุมวิท 36
โครงการที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ Santiburi Residences
โครงการที่พักอาศัยภายใต้ชื่อ Nirvana
ธุรกิจโรงแรม

โรงแรม Santiburi Beach Resort & Spa, Samui
โรงแรม Phi Phi Island Village Beach Resort
กลุ่มโรงแรมในประเทศอังกฤษ 29 แห่ง

For related content, please visit ต่างชาติยังเชื่อมั่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทย ทริลเลียน โกลบอล กลุ่มทุนสิงคโปร์ ทุ่มเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ลงทุนโครงการ ดิ เอส อโศก และ ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์.

หอชมเมืองกทม. หนึ่งในโครงการสำคัญของ ICONSIAM ผ่าน EIA แล้ว

หนึ่งในสุดยอดไฮไลท์ของ ICONSIAM ที่ปิดกันอยู่นานนนนน ก็คือ “หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร” ซึ่งได้มีการประทับตรา EIA ตั้งแต่ช่วงก.ค.ที่ผ่านมา ตามโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุน
เดิมวางไว้ว่าน่าจะเปิดช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องมาลุ้นกันหน่อยว่าจะได้เปิดปีนี้มั้ย

จากรายงาน EIA ระบุว่า ขนาดพื้นที่โครงการ 4-3-15.3 ไร่ ประกอบด้วยส่วนชั้นใต้ดินจำนวน 2 ชั้น และส่วนฐานอาคาร (Podium) สูง 4 ชั้น เชื่อมกับหอชมเมืองที่สูง 24 ชั้น รวมๆ แล้วสูงราว 459 เมตร โดยด้านบนหอคอยเป็นที่ประดิษฐ์สถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์, ศูนย์การเรียนรู้, และจุดชมวิว

For related article, please visit หอชมเมืองกรุงเทพฯ หนึ่งในโครงการสำคัญของ ICONSIAM ผ่าน EIA แล้ว.

คมนาคมเร่ง เชื่อม เตาปูน-บางซื่อ หมายเปิดไม่เกิน ส.ค. นี้ [ความคืบหน้ารถไฟฟ้า]

เรียกได้ว่าเร่งกันสุดๆ สำหรับรอยต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เตาปูน-บางซื่อ ที่ขาดกันไป 1.2 ก.ม. ล่าสุดทางจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ได้อสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุนเปิดเผยว่า ปัจจุบันการติดตั้งงานระบบไฟฟ้าตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ระยะที่ 1 มีความคืบหน้าในภาพรวมร้อยละ 74.77 เร็วกว่าแผนงานร้อยละ 31.77 ทั้งนี้ ประกอบด้วย

ระบบอาณัติสัญญาณ (Signaling System) มีความก้าวหน้าร้อยละ 73.76
ระบบสื่อสาร (Communication System) มีความก้าวหน้าร้อยละ 58.61
ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า (Power Supply System) มีความก้าวหน้าร้อยละ 55.31
ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ (Automatic Fare Collection System) มีความก้าวหน้าร้อยละ 100
สำหรับการติดตั้งระบบรถไฟฟ้าจะสามารถดำเนินการเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2560 และเริ่มทดสอบระบบฯ เดือนมิถุนายน 2560 ซึ่ง รฟม.จะจัดอบรมพนักงานเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการให้บริการเดินรถไฟฟ้าในช่วงสถานีดังกล่าว ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2560

หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน รฟม.จะทดลองเดินรถไฟฟ้าเสมือนจริง (Trail running) ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม 2560 และสามารถเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าเดือนสิงหาคม 2560

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

Please visit คมนาคมรีบ เชื่อม เตาปูน-บางซื่อ ต้องการเปิดไม่เกิน ส.ค. นี้ [ความคืบหน้ารถไฟฟ้า] for related content.

อนันดาฯ ตรวจคุณภาพงานปลูกสร้าง โครงการไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ พร้อมเข้าอยู่กันยายน

คุณสันทัด ณัฎฐากุล กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่สายงานควบคุมการผลิต บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN (ที่ 3 จากขวา) พร้อมด้วยคุณวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้รับเหมางานก่อสร้าง และงานด้านสถาปัตยกรรม(ที่ 4 จากขวา) และคุณนคร แสนยาสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีม คอนสตรัคชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านงานก่อสร้าง (ที่ 4 จากซ้าย) และคณะผู้บริหาร เข้าพิจารณาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์
ความก้าวหน้าการก่อสร้าง โครงการคอนโดมิเนียม ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ พัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม High-Rise สูง 32 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวมจำนวนยูนิตสำหรับพักอาศัย 661 ยูนิต ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เข้าถึงทุกความทันสมัย เชื่อมต่อทุกการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงิน และสายสีแดง โดยห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีเตาปูนเพียง 300 เมตร ภายในโครงการครบครันด้วยระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สระว่ายน้ำ Infinity Edge Pool และ Art Deco Sky Lounge บนชั้น 32 ซึ่งในขณะนี้การปลูกสร้างมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน กันยายน นี้

ข้อมูลเพิ่มเติม :

ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ คอนโดมิเนียม High-Rise สูง 32 ชั้น คอนโดมิเนียมที่พัฒนาภายใต้แนวคิด “เชื่อมต่อทุกการเดินทางให้ง่ายกว่าด้วย Triple Station” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เข้าถึงทุกความทันสมัย เน้นการออกแบบโครงการแบบ Futuristic Art Deco และพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนยูนิต 661 ยูนิต ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าถึง 3 สาย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงิน และสายสีแดง โดยห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีเตาปูนเพียง 300 เมตร ซึ่งมีห้องชุดให้ผู้พักอาศัยสามารถเลือกได้ทั้งหมด 6 รูปแบบด้วยกัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 3.19 ล้านบาท ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สระว่ายน้ำ Infinity Edge Pool บนชั้น 32 Art Deco Sky Lounge ฟิตเนส ห้องสมุด ล็อบบี้ และStack Garden ที่เชื่อมต่อสวนขนาดใหญ่ ฯลฯ ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ที่กำลังมองหาสะดวกด้วยทำเลที่ตั้งบนจุดศูนย์กลางการเดินทาง

Please visit อนันดาฯ ตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้าง โครงการไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ พร้อมเข้าอยู่กันยายน for related content.

กคช.มอบผลการเรียน โครงการส่งเสริมสมรรถนะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 จังหวัด

การเคหะแห่งชาติ นำโดย นางพิมพ์พรรณ นาวีปัญญาธรรม ผู้ช่วยผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการจัดประชุมมอบผลการเรียนของโครงการส่งเสริมสมรรถนะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้โครงการจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและแผนป้องกันแก้ไขชุมชนแออัดปี 2559 ในกลุ่มภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการฯ และรายงานฉบับสมบูรณ์ พร้อมมอบวุฒิบัตรให้กับผู้เข้ารับการอบรมทั้ง 4 จังหวัด

โดยมี นายสุพจน์ วงศ์สิงห์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นางณิทฐา แสวงทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, นายธีรชัย ทศรฐ ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี และนางเบญจวรรณ เปรมประยูร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เป็นผู้มอบผลการเรียนของโครงการดังกล่าว และมอบวุฒิบัตรให้กับผู้เข้ารับการอบรม นอกจากนี้ ได้มีการเสริมสร้างตัวแทนอสังหาริมทรัพย์มิตรสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโครงการของการเคหะแห่งชาติตั้งอยู่ เมื่อเร็วๆ นี้

For related article, please visit กคช.ส่งมอบผลการเรียนรู้ โครงการส่งเสริมสมรรถนะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 จังหวัด.

BTS-Sansiri ก้าวหน้าก่อสร้าง Skywalk เชื่อมเข้าโครงการ The Line จตุจักร-หมอชิต

นาย กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ที่สองจากซ้าย) และนายรังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ (ที่หนึ่งซ้าย) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ (ที่สองจากขวา) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และนางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการทั่วไป (ที่หนึ่งขวา) บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พร้อมกับ นายฤทธิ์ชาร์ด ดีอำมาตย์ กรรมการผู้จัดการ (กลาง) บริษัท พี เค อี ที จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างในส่วนโครงการ “เดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต สกายวอล์ค” ร่วมลงชื่อในสัญญาการก่อสร้างทางเชื่อมในช่วงระหว่างสถานีบีทีเอสหมอชิตและโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต ซึ่งได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว เมื่อปลูกสร้างแล้วเสร็จจะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสู่ระบบขนส่งมวลชนต่างๆ โดยรอบโครงการ เดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้ามหานครหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT

THE LINE JATUJAK – MOCHIT) คอนโดมิเนียมโครงการแรกภายใต้ความร่วมแรงร่วมใจระหว่างแสนสิริและบีทีเอส คาดว่าตัวแทนอสังหาริมทรัพย์จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2560 ส่วนทางเชื่อม เดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต สกายวอล์ค คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2561

Please visit BTS-Sansiri ก้าวหน้าก่อสร้าง Skywalk เชื่อมเข้าโครงการ The Line จตุจักร-หมอชิต for related article.

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ปักหมุดโครงการใหม่แถบใจกลางรัชดา “มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO19 RATCHADA19-VIPHA)”

บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาฯแบบครบวงจรมากว่า 18 ปี เปิดตัวโครงการ มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO 19 RATCHADA 19-VIPHA) คอนโดมีเนียมแบบโลวไรส์ (Low Rise) โครงการที่ 8 ในกลุ่มมาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES)บนทำเลทองใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 1,700 ล้านบาท เด่นด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘อินดัสเตรียล เอลลิแกนท์’ (Industrial Elegance) สะท้อนนิยามการใช้ชีวิตที่มีคุณค่าอย่างละเอียดลออและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบฉบับของคนเมือง เปิดให้ชมห้องตัวอย่างได้ที่โครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2560 และมีงาน Pre-sale ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2560 พร้อมมอบสิทธิพิเศษส่วนลดเงินสด 10,000 บาทสำหรับผู้ลงทะเบียนผ่านออนไลน์

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ ได้เล็งซื้อขาย บ้าน ที่ดิน และคอนโดถึงโอกาสทางธุรกิจของพื้นที่ทำเลแถบรัชดาที่นับว่ากำลังถูกพัฒนาให้เป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่หรือ New CBD ด้วยการเข้าถึงของ MRT และแวดล้อมไปด้วยย่านธุรกิจที่สำคัญ เช่น อาคารสำนักงาน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตึก AIA Capital Center ตึกเมืองไทย–ภัทร สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมไปถึงแหล่งจับจ่ายของคนเมือง อาทิ ตลาดนัดรถไฟรัชดา เอสพลานาด รัชดาฯ เดอะ สตรีท รัชดา ตลาดห้วยขวาง เซ็นทรัล พระราม 9 ร้านอาหาร และคาเฟ่ที่มีให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย โดยมูลค่าพื้นที่บริเวณโครงการได้สูงขึ้นมากกว่าเกือบ 30% เมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จึงถือว่าคุ้มค่ามากกับการเลือกลงทุน”

มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO 19 RATCHADA 19-VIPHA) เป็นคอนโดแบบโลว์ไรส์ (Low Rise) ความสูง 8 ชั้น บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ พรั่งพร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุดภายใต้แบรนด์ มาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) เด่นด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘อินดัสเตรียล เอลลิแกนท์’ (Industrial Elegance) ให้ความรู้สึกเท่ห์แต่ยังคงความหรูหรา มีความแตกต่างอย่างลงตัว แต่ยังคงเอกลักษณ์ ‘Classic With A Modern Twist’ ของแบรนด์มาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมคลาสสิคแบบยุโรปกับเส้นสายทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยห้องชุดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ประเภท 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน หน้าห้องกว้าง 5-12 เมตรและประตูบานเลื่อนที่สามารถปรับได้ตาม function การใช้งานและ Layout แบบหลากหลาย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นคลับเฮาส์ครบวงจร ประกอบด้วย ห้องสมุด, พื้นที่สร้างสรรค์งาน (Co-Working Space), ห้องสตีมและห้องซาวน่า, ฟิตเนสและลานโยคะ (Yoga Terrace Area), และสระว่ายน้ำยาวถึง 25 เมตร ลานบาร์บีคิวบนดาดฟ้าอาคารพักอาศัยทั้ง 4 อาคาร ทางวิ่งออกกำลัง (Jogging Track) และสวนขนาดใหญ่ รวมถึงบริการรถรับส่ง (Shuttle service) เป็นต้น

“กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการนี้จะเน้นไปที่ครอบครัวขนาดเล็กและคนวัยทำงานที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองหรือลงทุนด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางย่านธุรกิจ การเดินทางออกได้หลายเส้นทาง และใกล้ออฟฟิศต่างๆ อีกทั้ง มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา เป็นโครงการที่มีพื้นที่มากที่สุด และ สิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) จัดเต็มที่สุดของมาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) ที่คุ้มค่ากับราคา” นางสาวเพชรลดากล่าว

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ พิถีพิถันในการออกแบบโดยใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และบ่งบอกถึงตัวตนของคนรุ่นใหม่ผ่านที่อยู่อาศัย เริ่มตั้งแต่การเลือกทำเลการจัดตั้งโครงการ ซึ่ง มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO 19 RATCHADA 19-VIPHA) ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ด้วยจำนวนห้องชุดทั้งหมด 560 ยูนิต บนทำเลใจกลางกรุงเทพฯ เดินทางสะดวกสบายเพียง 650 เมตรจากตัวโครงการฯ ถึงสถานี MRT รัชดาภิเษก พร้อมบริการรถรับ-ส่งจากโครงการ และเส้นทางเชื่อมต่อด้วยรถยนต์ส่วนตัวที่สามารถเข้าออกได้หลายเส้นทางเชื่อมต่อไปยัง ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนรัชดาภิเษก และถนนลาดพร้าว

โครงการ มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา เป็นโครงการที่ 8 ในกลุ่มมาเอสโตร เรสซิเดนซ์ (MAESTRO RESIDENCES) ซึ่งโครงการที่เปิดตัวไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ได้แก่ มาเอสโตร 01 สาทร-เย็นอากาศ, มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี, มาเอสโตร 03 รัชดา-พระราม 9, มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ, มาเอสโตร 12 ราชเทวี, มาเอสโตร 14 สยาม-ราชเทวี, , , , และ มาเอสโตร 39 สุขุมวิท 39 ซึ่งโครงการมาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภาเปิดให้ชมห้องตัวอย่างได้ที่โครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2560 และมีงาน Pre-sales ในวันที่ 24 – 25 มิถุนายน 2560 พร้อมมอบสิทธิพิเศษส่วนลดเงินสด 10,000 บาท

สำหรับผู้ลงทะเบียนผ่านออนไลน์ ผู้ที่สนใจโครงการสามารถติดต่อได้ที่ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โทร 02-116-1111 หรือ เว็บไซต์ http://www.mde.co.th

Read more article at เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ทุ่มเทงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ปักหมุดโครงการใหม่ย่านใจกลางรัชดา “มาเอสโตร 19 รัชดา19-วิภา (MAESTRO19 RATCHADA19-VIPHA)”.

สร้างสมาร์ทซิตี้ ให้ไกลระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากภายในประเทศ

กลุ่มเมืองขยายตัวในวงกว้างอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก นำความท้าทายมาสู่เมืองต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สหประชาชาติได้ประเมินไว้ว่าภายในปี 2050 สองในสามของประชาชนทั่วโลกจะพักอาศัยอยู่ในที่ตั้งเขตเมือง และภายในปี 2030 เมืองนับ 41 เมืองจะมีประชากรอย่างน้อย 10 ล้านคน การเติบโตนักขายบ้านมืออาชีพ
อย่างเร็วของสังคมเมืองนี้จะนำมาซึ่งความต้องการมากมายทั้งในเรื่องของที่พักอาศัย ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม การดูแลสุขภาพ พลังงานและการว่าจ้างงานในเมืองต่างๆ

สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้กันในระดับประเทศ เพราะไม่มีวิธีการไหนที่ใช้ได้กับทุกประเทศ ในการแก้ปัญหาสถานการณ์เรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ตัดสินใจยากว่าจะไปทางไหนดี สำหรับนักวางแปลนเมืองในทั่วโลก ในประเทศพัฒนาโดยเฉพาะที่อยู่ในซีกโลกตะวันตก ได้พยายามปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ แม้จะเป็นระบบเก่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชากรในอนาคตเป็นอันดับแรก รัฐบาลท้องถิ่นกำลังหลอมรวมเทคโนโลยีล้ำหน้าเพื่อทำให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ปรับปรุงเรื่องความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนและสรรพสิ่งต่างๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม มีการประเมินกันว่ากว่า 26 เมืองทั่วโลกคาดว่าจะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ได้ภายในปี 2025

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ บางประเทศได้มีการพัฒนาสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว โดยสร้างเมืองอัจฉริยะขึ้นใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ โดยทั้งเมืองซองดูในเกาหลีใต้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควบคู่ไปกับพลังงานที่สร้างจากของเสียเหลือทิ้งของมนุษย์ผ่านกระบวนการในโรงไฟฟ้าผลิตพลังงาน 2 รูปแบบ (Co-generation Plant) ซึ่งอาคารต่างๆ ของเมืองนี้ จะมีระบบควบคุมสภาพภูมิอากาศแบบอัตโนมัติพร้อมการแอกเซสผ่านระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ทั้งถนน น้ำ ของเสียและระบบไฟฟ้าเต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่เป็น “สมอง” ของเมืองในการติดตามและตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้พักอาศัย ทั้งประเทศจีนและอินเดียต่างสร้างสมาร์ทซิตี้จากฐานล่างและก้าวไปสู่การเป็นสังคมเมืองในวงกว้าง ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลกำลังเปลี่ยนประเทศ ให้เป็นสมาร์ทเนชั่นประเทศแรกของโลกอย่างแท้จริง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ รวมถึงการเชื่อมต่อแบบเน็กซ์เจนพร้อมเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย โดยในช่วงแรกนั้น สิงคโปร์ส่งเซ็นเซอร์พันกว่าตัวออกมาในปี 2015 เพื่อติดตามทุกสิ่งตั้งแต่เรื่องของคุณภาพอากาศและระดับน้ำตลอดจนเรื่องความปลอดภัยในที่สาธารณะ

ศูนย์กลางเมืองและเมืองหลวงต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยหลายอย่าง แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีโซลูชันที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของเมืองต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย

วิสัยทัศน์ระดับท้องถิ่นสำคัญมาก

การสื่อสารแผนงานที่ชัดเจนและวิสัยทัศน์ที่มั่นคงนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการรวมตัวของภาคสาธารณะ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบโครงสร้างร่วมกับการมีเทคโนโลยีล่าสุด บางทีก็นำความยุ่งยากมาด้วย หรือจำเป็นต้องให้ความรู้แก่สาธารณชน ซึ่งผู้นำต้องนำจินตนาการมาอธิบายด้วยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาสังคมดังที่ทราบกันอยู่

การให้ความสำคัญเรื่องของวิสัยทัศน์ นโยบาย และการลงทุน ในเมืองแต่ละเมือง ต้องสะท้อนบริบทแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจของท้องถิ่นนั้นโดยเฉพาะ มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีสมาร์ททั้งหลายมาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงการวิเคราะห์ ไม่มีการคิดล่วงหน้าอย่างถ้วนถี่ อาจทำให้เสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้โครงการล้มเหลว ทั้งนี้ Indian Express ได้รายงานถึงการวิพากย์วิจารณ์ รัฐบาลท้องถิ่นของ Lutyens Delhi ซึ่งมีนักต่อต้านเรื่องสภาพแวดล้อมออกมาโต้แย้งว่ารัฐบาลประสบความล้มเหลว ไม่สามารถสื่อสารแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความเชื่อที่ว่ามีการจัดทำโครงการสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่ที่พัฒนาอยู่แล้ว ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค

ความร่วมมือของท้องถิ่นช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อน

ความท้าทายที่เกิดขึ้นกับโครงการสมาร์ทซิตี้นั้น ต้องไปด้วยกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน การพัฒนาสมาร์ทซิตี้นั้นเป็นเรื่องซับซ้อนและต้องอาศัยความคิดเห็น ประสบการณ์และมุมมองเชิงลึกที่หลากหลายเพื่อให้โครงการสำเร็จ หลายครั้งที่ต้องมีการปรับและเปลี่ยนวิธีการทำงานหลายอย่าง

เรื่องนี้อาจจะหมายถึงองค์กรภาครัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกันในโครงการที่ใหญ่ขึ้น หรือมีการประสานความร่วมมือมากขึ้นระหว่างภาครัฐบาลและภาคธุรกิจ อาจจะหมายถึงการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดประสิทธิภาพโครงการเพื่อติดตามไม่ใช่แค่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง แต่ยังรวมถึงระดับมลพิษหรือความล่าช้าของรถไฟ และยังหมายรวมไปถึงคุณภาพทั่วไปของชีวิตผู้อยู่อาศัยในเมืองนั้นๆ

การควบคุมทักษะและมุมมองเชิงลึกของนวัตกรในท้องถิ่นจากทั้งมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยต่างๆ ยังนับเป็นหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยนการดำเนินการภายในท้องถิ่นได้สำเร็จเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพลเมืองให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ความริเริ่มโครงการสาธิตการรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบไฟฟ้าของประเทศสิงคโปร์ (REIDS – Renewable Energy Integration Demonstrator –Singapore) เป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ ไมโครกริด (Microgrid) แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นไมโครกริดแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเขตร้อน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือจากหลายภาคอุตสาหกรรม หลายสถาบันวิจัย และภาครัฐบาลเพื่อร่วมกันสร้างโซลูชันนวัตกรรม นำโดยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยี นันยาง สิงคโปร์ และได้รับการสนับสนุนจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และหน่วยงานภาครัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และองค์กรสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์

นวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปห่วงโซ่คุณค่าพลังงานในท้องถิ่น

ในอนาคต และในปัจจุบันที่เริ่มมีบ้างแล้วในบางประเทศแถบอาเซียน เราจะเห็นนวัตกรรมซึ่งจะเข้ามาปฏิรูปห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน (Energy Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า (generation) ไปยังการส่งจ่ายไฟฟ้า (transmission) การจำหน่ายไฟฟ้า (distribution) ตลอดจนการบริโภคไฟฟ้า และความต้องการด้านไฟฟ้า ทั้งนี้ บริษัทอย่าง ชไนเดอร์ อิเล็คทริคกำลังทำงานร่วมกับเมืองต่างๆ และสาธาณูปโภคด้านไฟฟ้าทั่วโลกเพื่อให้ทุกสิ่งที่อยู่ในเมือง ตั้งแต่เรื่องของไฟฟ้าและโครงข่ายจัดการด้านน้ำ ไปจนถึงท่อระบายน้ำ อาคารและยวดยานพาหนะบนท้องถนน เชื่อมต่อกับเครือข่ายไฟฟ้าและข้อมูลที่กว้างใหญ่ไพศาล

สถาปัตยกรรม EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็กทริค เป็นแพลตฟอร์มระบบเปิดที่สามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นได้ โดยการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ ช่วยให้เมืองต่างๆ มีโอกาสพัฒนาระบบโครงสร้างพลังงานในแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาความยั่งยืน ด้วยความสามารถในการรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างระบบสาธาณูปโภค แอปพลิเคชัน ระบบงาน ระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ พร้อมรองรับเรื่องการสื่อสาร ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้การลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว นำมาซึ่งการลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดรายจ่ายด้านพนักงาน และให้ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นมากขึ้น

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
แนวคิดสมาร์ทซิตี้ที่ทรงพลังจากเอเชีย สู่เอเชีย

ความริเริ่มด้านสมาร์ทซิตี้ที่ประสบความสำเร็จในเอเชีย ให้แนวคิดด้านนวัตกรรมที่ทรงพลังเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องของสังคมเมืองทั่วภูมิภาค นอกจากนี้ การมีพันธมิตรด้านโซลูชันสมาร์ทซิตี้ที่รอบรู้ และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเมือง รวมถึงรู้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในภายในประเทศและนานาประเทศ อีกทั้งมอบประสบการณ์การนำโมเดลต่างๆ กันมาใช้งานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ได้

แม้ว่าจะยังคงมีความท้าทายอยู่ แต่ก็ยังมีโอกาสมหาศาลในการประสานความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันเพื่อเร่งให้เกิดโครงการสมาร์ทซิตี้ ที่จะช่วยสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างชุมชนที่ยั่งยืน

For related content, please visit สร้างสมาร์ทซิตี้ ให้ไกลระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากในประเทศ.

โด้บอกซีดานถูกทำราวกับเป็นอาชญากร

สื่อกระทิงบอก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะเรอัล มาดริด รำพันกับ ซีเนดีน ซีดาน โค้ชชาวฝรั่งเศส รู้สึกไม่มีความสุขในสเปน เพราะโดนปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากร หลังโดนตั้งข้อหาเลี่ยงภาษี และมีข่าวพร้อมย้ายทีมหนาหู

สื่อกระทิงอ้าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกซูเปอร์สตาร์ของเรอัล มาดริด บอกกับ ซีเนดีน ซีดาน โค้ชชาวน้ำหอมว่าเขาถูก “ปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากร” ในสเปน ท่ามกลางอนาคตไม่แน่นอน โดนลือว่าต้องการย้ายทีมเพราะไม่มีความสุข ทั้งจากการโดนตั้งข้อหาว่าเลี่ยงภาษี และรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการปกป้องอย่างคู่ควรจากสโมสร

โรนัลโด้ เพิ่งพาทีมจบซีซั่นในฐานะดับเบิ้ลแชมป์ แต่ความสุขยังไม่ทันจางหาย กลับมีข่าวไม่ดีงามว่าเขาต้องการย้ายทีม หลังโดนอัยการมาดริดตั้งข้อหาเลี่ยงภาษี ตลอดจนมีการกล่าวอ้างว่า เขาไม่พอใจท่าทีของสโมสรที่ไม่ปกป้องเขาอย่างที่ควรจะเป็น

ไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวว่า ซีดาน โทร.ไปเคลียร์กับ โรนัลโด้ ที่ตอนนี้ติดช่วยทีมชาติในศึกคอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ที่ รัสเซีย โดยอ้อนวอนขอให้โรนัลโด้อยู่กับทีมต่อไป แต่จากการอ้างของสถานีวิทยุ “โกเป้” ระบุว่าโรนัลโด้บอกซีดาน ว่า “ที่สเปน ผมถูกทำราวกับเป็นอาชญากร ทั้งหมดเริ่มต้นจากสื่อ”

ครีมหน้าขาว จากกระแสดราม่าตอนนี้ลือว่ามี 2 ทีมที่มีปัญญาสอย โรนัลโด้ คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเก่า และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่พร้อมทุ่มเงินไม่อั้น ระบายความคลั่งชดเชยจากการโดน โมนาโก แย่งแชมป์ไปครอง

Read more content at โด้บอกซีดานถูกทำราวกับเป็นอาชญากร.